ปัญหาผมร่วง ผมบาง และศีรษะล้านจากพันธุกรรม เป็นหนึ่งในปัญหาที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้ชายและผู้หญิงทั่วโลก สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาหาข้อมูลวิธีรักษาผมร่วง คงจะคุ้นเคยกับชื่อของยา Finasteride (ฟีนาสเทอไรด์) ซึ่งเป็นยามาตรฐานที่แพทย์ผิวหนังและแพทย์ปลูกผมแนะนำให้ใช้เป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเริ่มมีการพูดถึงและนิยมใช้ยาอีกตัวหนึ่งนั่นคือ Dutasteride (ดูทาสเทอไรด์) ที่มีผลวิจัยชี้ว่าสามารถยับยั้งฮอร์โมนตัวการทำลายรากผมได้ดียิ่งกว่าเดิม
บทความนี้ Hairsmith Clinic จะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่า ยา Dutasteride คืออะไร มีกลไกการทำงานอย่างไร แตกต่างจาก Finasteride มากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือ ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้ยานี้ เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้อย่างปลอดภัย
ยา Dutasteride คืออะไร
Dutasteride (ดูทาสเทอไรด์) เป็นยาในกลุ่ม 5-alpha-reductase inhibitors (5-ARIs) เดิมทีตัวยานี้ได้รับการคิดค้นและอนุมัติโดยองค์การอาหารและยา (FDA) เพื่อใช้ในการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia: BPH) เนื่องจากมีคุณสมบัติในการลดขนาดของต่อมลูกหมากที่โตผิดปกติ
แต่ในเวลาต่อมา วงการแพทย์ผิวหนังและเส้นผมพบว่า กลไกการทำงานของยา Dutasteride นั้นสามารถนำมาใช้รักษาภาวะผมร่วงจากพันธุกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันในบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ได้มีการอนุมัติให้ใช้ยา Dutasteride ขนาด 0.5 มิลลิกรัม ในการรักษาผมร่วงจากพันธุกรรมในเพศชายอย่างเป็นทางการ ส่วนในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย การใช้ยานี้เพื่อรักษาผมร่วงมักจะอยู่ในรูปแบบ Off-label use (การใช้ยานอกเหนือจากข้อบ่งชี้หลักบนฉลาก) ภายใต้การดูแลและดุลยพินิจของแพทย์
กลไกการทำงานของ Dutasteride
เพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไม Dutasteride ถึงรักษาผมร่วงได้ดี เราจำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุหลักของ ผมร่วงจากพันธุกรรม เสียก่อน ผมร่วงประเภทนี้เกิดจากฮอร์โมนเพศชายที่มีชื่อว่า Testosterone (เทสโทสเตอโรน) ถูกเปลี่ยนสภาพโดยเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า 5-alpha reductase (5-AR) กลายเป็นฮอร์โมนตัวร้ายที่มีฤทธิ์แรงกว่าเดิมนั่นคือ DHT (Dihydrotestosterone)

ทำไม DHT ถึงทำให้ผมร่วง
ฮอร์โมน DHT จะเข้าไปจับกับตัวรับ (Androgen Receptor) ที่บริเวณรากผม ส่งผลให้รากผมค่อยๆ ฝ่อตัวลง เส้นผมที่เกิดใหม่จะสั้นลง บางลง สีอ่อนลง และหลุดร่วงง่าย จนในที่สุดรากผมจะปิดตัวลงและไม่สร้างเส้นผมใหม่อีกเลย กลายเป็นปัญหาศีรษะล้าน เอนไซม์ 5-alpha reductase (5-AR) ในร่างกายของคนเรานั้น แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ
- Type 1 (ชนิดที่ 1) พบมากในต่อมไขมัน และบริเวณผิวหนัง รวมถึงหนังศีรษะ
- Type 2 (ชนิดที่ 2) พบมากในเนื้อเยื่อต่อมลูกหมาก และบริเวณปลอกรากผม
ขณะที่ยาตัวเดิมอย่าง Finasteride สามารถยับยั้งได้เฉพาะเอนไซม์ Type 2 เป็นหลัก แต่ยา Dutasteride มีความสามารถยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ได้ทั้ง Type 1 และ Type 2 ส่งผลให้ระดับของฮอร์โมน DHT ในกระแสเลือดและที่หนังศีรษะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ตารางเปรียบเทียบ Dutasteride VS Finasteride
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้สรุปข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างยารักษาผมร่วงทั้งสองตัวนี้ไว้ดังนี้
| คุณสมบัติ / ข้อเปรียบเทียบ | Finasteride (ฟีนาสเทอไรด์) | Dutasteride (ดูทาสเทอไรด์) |
| การยับยั้งเอนไซม์ 5-AR | ยับยั้งเฉพาะ Type 2 | ยับยั้งทั้ง Type 1 และ Type 2 |
| เปอร์เซ็นต์การลดฮอร์โมน DHT | ลด DHT ในกระแสเลือดได้ประมาณ 70% – 71% | ลด DHT ในกระแสเลือดได้สูงถึง 90% – 98% |
| ขนาดการรับประทานต่อวัน | 1 มิลลิกรัม (1 mg) | 0.5 มิลลิกรัม (0.5 mg) |
| ครึ่งชีวิตของยา (Half-Life) | สั้นมาก ประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง (ยาขับออกจากร่างกายเร็ว) | ยาวนานมาก ประมาณ 3 – 5 สัปดาห์ (สะสมและออกฤทธิ์ได้นาน) |
| ประสิทธิภาพการงอกของผม | ใช้ได้ดีสำหรับผู้เริ่มต้น | สูงกว่า Finasteride ในแง่ความหนาแน่นและขนาดเส้นผม |
| ความเสี่ยงผลข้างเคียง | ต่ำ (ประมาณ 1% – 2% ของผู้ใช้) | ใกล้เคียงกัน แต่อาจคงอยู่ยาวนานกว่าหากเกิดอาการ เนื่องจากยาอยู่ในร่างกายนาน |
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ฟีนาสเตอร์ไรด์ (Finasteride) ยารักษาผมร่วง ศึกษาผลข้างเคียงและวิธีใช้
ทำไม Dutasteride ถึงได้ผลลัพธ์ที่สูงกว่า
จากการศึกษาของ Olsen และคณะ (2006) พบว่า กลุ่มผู้ที่ได้รับยา Dutasteride ขนาด 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน มีปริมาณเส้นผมที่หนาแน่นขึ้น และมีขนาดเส้นผมที่ใหญ่กว่ากลุ่มที่ได้รับยา Finasteride 1 มิลลิกรัมอย่างชัดเจนหลังจากผ่านไป 24 สัปดาห์ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ
- ลด DHT ได้เกือบหมด การยับยั้งเอนไซม์ทั้งสองชนิดทำให้ระดับ DHT แทบจะไม่เหลือไปทำลายรากผม ส่งผลให้รากผมที่กำลังฝ่อตัวมีโอกาสฟื้นบำรุงและกลับมาสร้างเส้นผมที่หนาได้ดีขึ้น
- ระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ยาวนานกว่า ด้วยครึ่งชีวิต (Half-life) ที่ยาวนานถึงหลายสัปดาห์ ทำให้ตัวยาคงระดับการควบคุมฮอร์โมนในร่างกายได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะลืมทานยาไปบ้างในบางวัน (อย่างไรก็ตาม แพทย์แนะนำให้ทานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดี)
รูปแบบการใช้ยา Dutasteride ในการรักษาเส้นผม
ในปัจจุบัน การนำ Dutasteride มาใช้รักษาผมร่วงผมบาง สามารถทำได้ 2 รูปแบบหลักๆ ดังนี้
ยารับประทาน
เป็นรูปแบบที่นิยมมากที่สุด ขนาด 0.5 มิลลิกรัม ทานวันละ 1 ครั้ง พร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้ วิธีนี้เป็นการออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วงระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือผู้ที่ใช้ยา Finasteride แล้วยังเห็นผลไม่ชัดเจน
การฉีดตัวยาเข้าหนังศีรษะ (Dutasteride Mesotherapy)
เป็นการรักษาแนวใหม่ โดยแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กฉีดตัวยา Dutasteride ในรูปแบบสารละลายเข้าสู่ผิวหนังศีรษะชั้นดามิส (Dermis) ซึ่งเป็นที่อยู่ของรากผมโดยตรง
- ข้อดี ตัวยาสามารถออกฤทธิ์เฉพาะที่ได้อย่างเข้มข้น โดยไม่ต้องผ่านตับและระบบดูดซึม ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงทางระบบสืบพันธุ์ลงได้
- ความถี่ มักทำสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละ 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
ผลข้างเคียงของยา Dutasteride ที่ต้องรู้
สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนกังวลใจเมื่อพูดถึงยาลดฮอร์โมน DHT คือเรื่องของ สมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากฮอร์โมนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์เพศชาย ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากยา Dutasteride (ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ Finasteride) มีดังนี้
- ความต้องการทางเพศลดลง
- ปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ
- ปริมาณน้ำอสุจิลดลง
- มีอาการคัดตึงหรือหน้าอกขยายใหญ่ขึ้นในเพศชาย
จากสถิติทางการแพทย์ พบผลข้างเคียงเหล่านี้ในอัตราที่ต่ำมากเพียงประมาณ 1% – 3% เท่านั้น และอาการส่วนใหญ่จะหายไปได้เองเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวเข้ากับยาได้ หรือหายเป็นปกติเมื่อหยุดใช้งานยา
แต่ข้อควรระวังพิเศษสำหรับ Dutasteride คือ เนื่องจากยามีครึ่งชีวิตที่ยาวนาน หากคุณเกิดผลข้างเคียง อาการเหล่านั้นอาจจะใช้เวลานานหลายสัปดาห์กว่าจะหายไปหมดหลังจากหยุดยา
ข้อควรระวังและผู้ที่ห้ามใช้ยา Dutasteride
- ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรืออยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ยา Dutasteride จัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะทารกเพศชาย เพราะยาจะไปขัดขวางการพัฒนาอวัยวะเพศของทารก ห้ามผู้หญิงที่ตั้งครรภ์รับประทาน หรือแม้กระทั่งสัมผัสตัวยาที่แตกหักเด็ดขาด เนื่องจากยาซึมผ่านผิวหนังได้
- ผู้ที่ต้องการวางแผนมีบุตร สำหรับผู้ชายที่วางแผนจะแต่งงานและมีบุตร ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนหยุดยาก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าตัวยาถูกขับออกจากระบบร่างกายและน้ำอสุจิจนหมดสิ้น
- ห้ามบริจาคเลือด ในระหว่างที่ใช้ยา Dutasteride และหลังจากหยุดยาไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ห้ามบริจาคเลือดเด็ดขาด เพราะเลือดของคุณอาจถูกนำไปจ่ายให้แก่สตรีมีครรภ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
ใครที่เหมาะกับการใช้ยา Dutasteride
ไม่ใช่ทุกคนที่เดินเข้ามาคลินิกแล้วแพทย์จะจ่ายยา Dutasteride ให้ทันที โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะพิจารณาใช้ยานี้ในกรณีดังต่อไปนี้
- ผู้ที่ใช้ยา Finasteride แล้วไม่ได้ผล ทานยา Finasteride 1 mg อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 – 12 เดือนแล้ว แต่ผมยังคงร่วง หรือไม่หนาขึ้นเท่าที่ควร
- ผู้ที่มีปัญหาผมร่วงรุนแรงจากพันธุกรรม มีการดำเนินของโรคที่รวดเร็ว ศีรษะล้านเป็นวงกว้างตั้งแต่อายุยังน้อย
- ต้องการผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นร่วมกับการปลูกผม ใช้เป็นยาร่วมก่อนและหลังการผ่าตัดปลูกผมถาวร เพื่อรักษาเส้นผมเดิมรอบๆ ไม่ให้ร่วงไปตามกาลเวลา

สรุปแนวทางการรักษาที่ Hairsmith Clinic
ยา Dutasteride ถือเป็นอาวุธลับที่มีประสิทธิภาพสูงมากในวงการรักษาผมร่วงผมบาง สามารถช่วยฟื้นฟูรากผมและทวงคืนความมั่นใจให้กับคุณได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยานี้เป็นยาควบคุมที่มีกลไกซับซ้อนและมีข้อควรระวังเฉพาะตัวที่ค่อนข้างเข้มงวด
การซื้อยาทานเองตามร้านขายยาออนไลน์โดยไม่ผ่านการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า เพราะอาจไม่ได้รับขนาดยาที่เหมาะสม หรือขาดการติดตามผลตรวจเลือดและสุขภาพอย่างใกล้ชิด
ที่ Hairsmith Clinic เรามีแพทย์ด้านเส้นผมที่จะคอยตรวจประเมินสภาพหนังศีรษะ พร้อมทั้งซักประวัติสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อออกแบบโปรแกรมการรักษาที่ตรงจุด ปลอดภัย และเหมาะสมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยารับประทาน หรือการผสมผสานกับการปลูกผมถาวร ยินดีให้คำปรึกษาเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและปลอดภัย
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ปลูกผม คืออะไร มีกี่แบบ อยู่ได้นานไหม
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Dutasteride
ต้องทานยา Dutasteride นานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นผล
ตอบ เช่นเดียวกับยารักษาผมร่วงทั่วไป วงจรชีวิตของเส้นผมต้องใช้เวลา โดยปกติจะเริ่มสังเกตเห็นว่าอัตราการหลุดร่วงของเส้นผมลดลงภายใน 3-6 เดือนแรก และจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในแง่ของความหนาของเส้นผมหลังจากทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปีขึ้นไป
ถ้าหยุดทานยา Dutasteride ผมจะกลับมาร่วงอีกไหม
ตอบ ร่วงกลับมาแน่นอน เนื่องจากภาวะผมร่วงจากพันธุกรรมเป็นสิ่งที่เกิดจากรหัสพันธุกรรมภายในร่างกาย ยาทำหน้าที่เพียงแค่ลดฮอร์โมน DHT เอาไว้ชั่วคราวเมื่อมียาอยู่ในระบบ หากหยุดยา ฮอร์โมน DHT จะกลับมาทำลายรากผมตามปกติ และเส้นผมจะค่อยๆ กลับไปสู่สภาพเดิมก่อนทานยาภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
ผู้หญิงสามารถใช้ยา Dutasteride รักษาผมบางได้ไหม
ตอบ โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์เนื่องจากความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์สูงมาก แต่ในกรณีของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ที่มีปัญหาผมบางจากพันธุกรรมระดับรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยา Dutasteride เป็นกรณีพิเศษ โดยต้องมีการควบคุมและตรวจเช็กระบบร่างกายอย่างใกล้ชิด
ทานยา Dutasteride ร่วมกับยาพ่น Minoxidil ได้หรือไม่
ตอบ ได้ค่ะ และถือเป็นหนึ่งในสูตรผสมผสานที่ให้ผลลัพธ์ที่ดี เนื่องจากยาทั้งสองตัวทำงานคนละกลไก โดย Dutasteride จะทำหน้าที่ลดฮอร์โมน DHT ส่วน Minoxidil จะทำหน้าที่ขยายหลอดเลือดเพื่อส่งสารอาหารไปเลี้ยงรากผม การใช้ร่วมกันจึงช่วยเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันได้
ยา Dutasteride มีผลทำลายตับหรือไตไหม
ตอบ ยา Dutasteride ไม่ได้มีผลเสียโดยตรงต่อการทำงานของตับหรือไตในผู้ที่มีสุขภาพปกติ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาตัวนี้ต้องถูกเปลี่ยนสภาพและเผาผลาญที่ตับ สำหรับผู้ที่มีภาวะตับบกพร่องหรือเป็นโรคตับรุนแรง จึงควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนเริ่มใช้ยา เพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
ข้อมูลงานวิจัยอ้างอิง





