หลายคนคงเคยเผชิญกับปัญหาผิวหนังลอกเป็นสะเก็ด มีรอยแดง และมีอาการคันยิบๆ ตามใบหน้าหรือหนังศีรษะ อาการเหล่านี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ผิวแห้งธรรมดาหรือรังแคทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) หรือโรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน ซึ่งเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน
โรคนี้แม้จะไม่ใช่โรคติดต่อและไม่ได้อันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญใจ บั่นทอนความมั่นใจ และส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพอย่างรุนแรง ที่สำคัญคือมักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรังไม่รู้จักจบสิ้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ปัญหาผิวหนังที่รุนแรงขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบต่อเส้นผมและหนังศีรษะจนทำให้ผมร่วงได้เช่นกัน
สาเหตุหลักของการเกิดโรคเซ็บเดิร์ม
ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคเซ็บเดิร์มได้ แต่พบว่ามีปัจจัยร่วมหลายประการที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของผิวหนังในบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น โดยปัจจัยหลักๆ มีดังนี้

1. การเจริญเติบโตที่มากเกินไปของเชื้อรากลุ่ม Malassezia
บนผิวหนังของมนุษย์เราทุกคนจะมีเชื้อราตัวนี้อาศัยอยู่เป็นปกติ โดยพวกมันจะกินไขมัน (Sebum) ที่ร่างกายขับออกมาเป็นอาหาร แต่ในผู้ป่วยเซ็บเดิร์ม ร่างกายอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อราตัวนี้ไวเกินไป หรือเชื้อรามีการเจริญเติบโตมากผิดปกติ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว จนนำไปสู่การอักเสบ ลอก และแดงในที่สุด
2. การทำงานที่ผิดปกติของต่อมไขมัน
เซ็บเดิร์มมักเกิดขึ้นในบริเวณ T-Zone หรือบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า (หัวคิ้ว ข้างจมูก) หน้าอก และหลังส่วนบน เมื่อต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ก็จะกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเชื้อราและกระตุ้นการอักเสบ
3. ปัจจัยภายในร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน
- ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นตัวกระตุ้นอันดับต้นๆ ที่ทำให้โรคกำเริบ เนื่องจากความเครียดจะส่งผลให้ฮอร์โมนแปรปรวนและระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
- พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ มีแนวโน้มที่คุณจะมีสภาพผิวที่เอื้อต่อการเกิดเซ็บเดิร์มได้ง่ายขึ้น
- โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคพาร์กินสัน โรคติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง มักพบว่าเป็นโรคเซ็บเดิร์มได้ง่ายและรุนแรงกว่าปกติ
4. ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
- สภาพอากาศ อากาศที่หนาวและแห้งในฤดูหนาว หรือการอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ จะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อชดเชย ส่งผลให้โรคกำเริบ
- สารเคมีที่รุนแรง การใช้แชมพู เจลแต่งผม หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
เช็กด่วน! อาการแบบไหนที่เรียกว่า เซ็บเดิร์ม
อาการของเซ็บเดิร์มสามารถสังเกตได้ง่าย แต่อาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยบริเวณที่มักแสดงอาการเด่นชัดที่สุดคือ หนังศีรษะ และ ใบหน้า
อาการเซ็บเดิร์มบนหนังศีรษะ
- มีสะเก็ดหรือรังแคสีขาวหรือเหลืองเกาะอยู่ตามหนังศีรษะและโคนผม
- หนังศีรษะมีรอยแดงเป็นปื้นๆ
- มีอาการคันยิบๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่เหงื่อออกหรือร้อน
- ในรายที่รุนแรง อาจมีน้ำเหลืองซึมหรือมีกลิ่นเหม็นอับบนหนังศีรษะ
อาการเซ็บเดิร์มบนใบหน้าและร่างกาย
- มีผื่นแดงและลอกเป็นขุยละเอียด สีขาวหรือสีเหลืองมันๆ บริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก หลังหู และร่องแก้ม
- ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะมีความรู้สึกแสบร้อน ผิวสาก และไวต่อแสงแดดหรือสกินแคร์ทั่วไป
- หากเป็นที่หน้าอกหรือหลัง มักจะเห็นเป็นปื้นแดงๆ มีสะเก็ดชัดเจน
แนวทางการรักษาและดูแลตัวเองเมื่อเป็นเซ็บเดิร์ม
เนื่องจากเซ็บเดิร์มเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 100% (แต่สามารถควบคุมให้โรคสงบได้ยาวนาน) เป้าหมายหลักของการรักษาจึงเป็นการลดการอักเสบ ควบคุมปริมาณเชื้อรา และฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว

การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์
- การใช้แชมพูยา สำหรับผู้ที่เป็นที่หนังศีรษะ แพทย์มักแนะนำให้ใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของ Ketoconazole, Selenium Sulfide, Zinc Pyrithione, Coal Tar หรือ Salicylic Acid เพื่อลดเชื้อราและช่วยผลัดสะเก็ด
- ยาทาลดการอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ ใช้ทาบริเวณผื่นแดงเพื่อลดอาการอักเสบอย่างรวดเร็ว แต่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 1-2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ผิวบางลงได้
- ยาทากลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Tacrolimus หรือ Pimecrolimus เหมาะสำหรับการใช้ในระยะยาวบนผิวหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: Ketoconazole Shampoo ยาสระผมแก้รังแค เชื้อราบนหนังศีรษะจริงมั้ย
การปรับพฤติกรรมเพื่อควบคุมโรค
- จัดการความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงน้ำอุ่น การสระผมหรือล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัดจะทำให้ผิวแห้งและอักเสบมากขึ้น ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้อง
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน งดสกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือกรดเข้มข้น เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย
- งดแอลกอฮอล์และอาหารบางประเภท เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของทอด ของมัน และอาหารแปรรูป มักเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น
เป็นเซ็บเดิร์มแล้วปลูกผมได้ไหม
สำหรับผู้ที่มีปัญหา ผมร่วง ผมบาง หรือศีรษะล้าน ร่วมกับการเป็นโรคเซ็บเดิร์ม คำถามยอดฮิตที่สร้างความกังวลใจอย่างมากคือ “เป็นเซ็บเดิร์มแล้วจะสามารถเข้ารับการปลูกผมได้ไหม?”
คำตอบคือ ปลูกได้ค่ะ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่โรคสงบแล้วเท่านั้น
ทำไมถึงไม่ควรปลูกผมตอนที่เซ็บเดิร์มกำลังกำเริบ
การปลูกผมไม่ว่าจะเป็นเทคนิค FUE หรือ FUT ล้วนเป็นการย้ายรากผมจากบริเวณท้ายทอยมาปลูกใหม่ในบริเวณที่ต้องการ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องการสภาพแวดล้อมบนหนังศีรษะที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด เพื่อให้รากผมที่ย้ายมาใหม่สามารถฝังตัวและเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากเข้ารับการปลูกผมในขณะที่โรคเซ็บเดิร์มกำลังกำเริบ (หนังศีรษะแดง ลอก เป็นสะเก็ด หรืออักเสบ) จะส่งผลเสียดังนี้
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น ผิวหนังที่เป็นเซ็บเดิร์มจะมีเกราะป้องกันที่อ่อนแอ หากมีแผลจากการเจาะหรือปักรากผม เชื้อโรคและแบคทีเรียจะเข้าสู่บาดแผลได้ง่ายขึ้น
- อาการคันทำให้เผลอเกาแผล แผลหลังปลูกผมต้องการการดูแลอย่างทะนุถนอม แต่อาการคันจากเซ็บเดิร์มอาจทำให้เผลอเกาหนังศีรษะจนกราฟผมหลุดหรืออักเสบติดเชื้อได้ค่ะ
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเข้ารับการรักษาและควบคุมอาการของโรคเซ็บเดิร์มให้สงบเสียก่อน จึงจะสามารถวางแผนเข้ารับการปลูกผมได้อย่างปลอดภัย
แก้ปัญหาผมบางบริการปลูกผมที่ Hairsmith Clinic
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เผชิญทั้งปัญหาเซ็บเดิร์มและภาวะผมร่วงผมบางจนหมดความมั่นใจ และกำลังมองหาคลินิกปลูกผมที่เข้าใจปัญหาผิวหนังอย่างแท้จริง Hairsmith Clinic พร้อมดูแลในทุกขั้นตอน ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดและความปลอดภัย
อย่าปล่อยให้โรคเซ็บเดิร์มและปัญหาผมบางทำลายความมั่นใจของคุณ เข้ามารับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ที่ Hairsmith Clinic เพื่อวางแผนการรักษาและปลูกผมอย่างถูกวิธี ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ปลูกผมถาวร มีวิธีอะไรบ้าง ขั้นตอนการปลูกผม การเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกผม
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเซ็บเดิร์มและการปลูกผม
เซ็บเดิร์มทำให้ผมร่วงถาวรไหม
ตอบ โดยปกติแล้ว เซ็บเดิร์มไม่ได้ทำลายรากผมโดยตรง จึงไม่ทำให้เกิดผมร่วงถาวร แต่การอักเสบอย่างรุนแรง ความมันที่อุดตัน และการเกาหนังศีรษะบ่อยๆ อาจทำให้เส้นผมหลุดร่วงมากกว่าปกติ (Telogen Effluvium) เมื่อรักษาอาการอักเสบของโรคให้สงบลงและดูแลหนังศีรษะอย่างถูกต้อง เส้นผมก็จะสามารถกลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติ
หลังปลูกผมแล้ว เซ็บเดิร์มจะกลับมากำเริบอีกไหม
ตอบ มีโอกาสกลับมากำเริบได้ เนื่องจากเซ็บเดิร์มเป็นโรคเรื้อรังที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความเครียด การพักผ่อน และสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะสูตรอ่อนโยนหลังการปลูกผม จะช่วยลดโอกาสการกำเริบได้ค่ะ
ต้องรักษาเซ็บเดิร์มนานแค่ไหน ถึงจะเริ่มปลูกผมได้
ตอบ ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคลค่ะ โดยทั่วไปหากปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์ ใช้แชมพูยาและยาทาลดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง อาการอักเสบและสะเก็ดมักจะดีขึ้นและสงบลงภายใน 2-4 สัปดาห์ เมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าหนังศีรษะแข็งแรงและไม่มีการอักเสบ ก็สามารถนัดวันเข้ารับการปลูกผมได้ทันที
แชมพูขจัดรังแคทั่วไป ใช้รักษาเซ็บเดิร์มได้ไหม
แชมพูขจัดรังแคตามท้องตลาดทั่วไปอาจช่วยลดสะเก็ดแห้งๆ ได้บ้าง แต่หากเป็นเซ็บเดิร์มที่มีการอักเสบร่วมด้วย แชมพูเหล่านั้นอาจมีสารเคมีหรือน้ำหอมที่ทำให้อาการระคายเคืองรุนแรงขึ้น แนะนำให้ใช้แชมพูยาที่มีตัวยาฆ่าเชื้อราและลดการอักเสบโดยเฉพาะ เช่น Ketoconazole หรือแชมพูที่แพทย์ผิวหนังจ่ายให้จะปลอดภัยและตรงจุดมากกว่าค่ะ





