ผมมีวอลลุ่มอย่างไร เคล็ดลับเพิ่มผมหนาแก้ผมแบนได้ผลจริง

/
/
ผมมีวอลลุ่มอย่างไร เคล็ดลับเพิ่มผมหนาแก้ผมแบนได้ผลจริง
ผมมีวอลลุ่ม เคล็ดลับเพิ่มผมหนา
สารบัญบทความ แสดง

เส้นผมของเราเป็นเหมือนกรอบหน้าธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกและความมั่นใจได้อย่างมาก “ผมมีวอลลุ่ม” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ใบหน้าดูมีมิติ สดใส และมีชีวิตชีวามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

หลายคนอาจกำลังเจอปัญหา ผมเส้นเล็ก ผมลีบแบน หรือผมตรงจนแทบไม่มีวอลลุ่ม ซึ่งไม่ว่าจะเซ็ตกี่ครั้งก็ไม่อยู่ทรงสักที บทความนี้จะตอบทุกข้อสงสัย และแนะนำเทคนิคต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงนะคะ ทั้งการดูแลพื้นฐาน การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ไปจนถึงเทคนิคการจัดแต่งทรงผมอย่างมืออาชีพเลยค่ะ

ผมมีวอลลุ่ม คืออะไร

เวลาพูดถึง “ผมมีวอลลุ่ม หลายคนอาจนึกถึงภาพเส้นผมที่พองเบา ดูมีน้ำหนัก และมีความพลิ้วไหวสวยงามนะคะ ไม่ใช่แค่ผมหนา ทื่อๆ หรือผมฟู แต่เป็นผมที่ดูพองตัวอย่างเป็นธรรมชาติ มีมิติ และช่วยเสริมให้ใบหน้าของเราดูโดดเด่นขึ้นมาได้

จริงๆ แล้วผมมีวอลลุ่ม หมายถึงการที่เส้นผมไม่ลีบแบนแนบหนังศีรษะ แต่มีการยกตัวเบาๆ ตั้งแต่โคนจรดปลาย ทำให้ผมดูหนาขึ้น มีเท็กซ์เจอร์สวยๆ และมีการเคลื่อนไหวที่ดูนุ่มนวลค่ะ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ผมก็ยังดูมีชีวิตชีวา และสะท้อนสุขภาพผมที่ดีจากภายในออกมาด้วย ผมที่มีวอลลุ่มมักจะมีความสมดุลทั้งด้านโครงสร้างและความชุ่มชื้นค่ะ คือไม่มันเยิ้มจนลีบแบน ไม่แห้งชี้ฟูเกินไป

ข้อดีของการมีผมวอลลุ่ม

อย่าคิดว่าผมมีวอลลุ่มแค่ทำให้ดูดีในรูปถ่ายนะคะ เพราะความจริงแล้ววอลลุ่มที่สวยพองกำลังพอดีมีผลต่อบุคลิกภาพของเรา

  • ผมมีวอลลุ่มช่วยทำให้ใบหน้าดูมีมิติ สดใส และสมดุลมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะคนที่มีรูปหน้ากลมหรือหน้ายาว ผมที่ยกโคนสวยๆ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่เพรียวและน่ามองขึ้นได้ทันทีเลยค่ะ
  • เสริมความมั่นใจเวลาเข้าสังคม เพราะเมื่อผมดูดี เราก็จะรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นค่ะ ทั้งเวลาออกงาน พบลูกค้า หรือไปเดท ผมที่พองเบาสวยๆ นี่แหละค่ะ เป็นตัวช่วยลับที่ทำให้ลุคของเราดูโดดเด่นแบบไม่ต้องพยายามมาก
  • ผมที่ดูมีวอลลุ่มยังสื่อถึงความใส่ใจดูแลตัวเอง และสุขภาพผมที่ดีจากภายใน ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่หลายๆ คนสัมผัสได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก

เห็นไหมคะว่าผมมีวอลลุ่ม ไม่ใช่แค่เรื่องของทรงผม แต่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยปลุกเสน่ห์ในตัวคุณให้เฉิดฉายออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติเลยค่ะ

ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้เทคนิคการเป่า การเซ็ต หรือการเลือกผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีสิ่งสำคัญที่เราควรรู้จักตัวเองก่อนค่ะ นั่นก็คือ “สภาพเส้นผมและหนังศีรษะ” ของเรานั่นเอง เพราะพื้นฐานตรงนี้แหละค่ะ จะเป็นตัวกำหนดเลยว่า ทำไมผมของเราถึงลีบแบน และควรดูแลหรือแก้ไขด้วยวิธีไหนให้ได้ผลดีที่สุด

ความแตกต่างของผมเส้นเล็ก-ใหญ่

รู้ไหมคะว่า เส้นผมของคนเราไม่ได้มีขนาดเท่ากันทุกคน บางคนมีเส้นผมที่เล็ก และบางคนมีเส้นผมที่ใหญ่ ซึ่งขนาดของเส้นผมนี่เองมีผลโดยตรงกับวอลลุ่มผมที่เราจะสร้างได้ค่ะ

  • ผมเส้นเล็ก: มักจะมีน้ำหนักเบาแต่ก็มักจะลีบแบนง่ายค่ะ เพราะเส้นผมไม่สามารถพยุงตัวเองได้ดีเท่าเส้นใหญ่ ต่อให้มีจำนวนเส้นผมเยอะ ผมก็ยังดูบางหรือลู่ติดศีรษะอยู่ดี
  • ผมเส้นใหญ่: มีโครงสร้างหนาแน่นกว่า จึงสามารถสร้างวอลลุ่มได้ง่ายขึ้นค่ะ ผมจะดูมีน้ำหนัก และพองตัวได้ดีกว่าผมเส้นเล็ก

ดังนั้น การเข้าใจว่าผมตัวเองเป็นเส้นเล็กหรือใหญ่ จะช่วยให้เราเลือกเทคนิคและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้แม่นยำมากขึ้นค่ะ เช่น ถ้าคุณมีผมเส้นเล็ก อาจต้องพึ่งเทคนิคเสริมโคนผม หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เนื้อไม่หนักจนเกินไป

ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้เทคนิคเพิ่มวอลลุ่มกันนะคะ เราต้องมาเข้าใจก่อนว่า “ทำไมผมถึงลีบแบน” รู้สาเหตุที่แท้จริง จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เหนื่อยใจค่ะ

สาเหตุจากพันธุกรรม

บางครั้งการที่ผมเราเส้นเล็ก ลีบแบน หรือดูไม่มีน้ำหนักมาตั้งแต่เด็ก อาจไม่ใช่เพราะการดูแลผิดวิธี แต่เป็นเรื่องของพันธุกรรมล้วนๆ เช่น

  • ถ้าพ่อแม่มีผมเส้นเล็ก ผมนิ่ม หรือผมตรงแบน ก็มีโอกาสสูงที่เราจะได้รับลักษณะเส้นผมแบบนั้นมาด้วยค่ะ
  • ธรรมชาติของเส้นผม เช่น ผมตรงมากๆ หรือผมเส้นบาง ก็มักจะยากในการสร้างวอลลุ่มเท่าผมหยักศกหรือผมเส้นใหญ่ค่ะ

แต่อย่าเพิ่งหมดหวังนะคะ เพราะถึงจะเป็นพันธุกรรม แต่ก็ยังมีเทคนิคที่ทำให้ผมดูพองสวยขึ้นได้ค่ะ

ปัญหาหนังศีรษะ ความมัน ที่ทำให้ผมแฟบ

หนังศีรษะที่มันง่ายหรืออุดตันจากไขมันส่วนเกิน เป็นอีกตัวการสำคัญที่ทำให้ผมลีบแบนติดหนังศีรษะเลยค่ะ เช่น

  • เมื่อหนังศีรษะมันเกินไป เส้นผมก็จะดูชุ่มไปด้วยน้ำมันจนขาดวอลลุ่ม
  • ถ้ามีการอุดตันที่รูขุมขน เช่น จากไขมันหรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ผมใหม่ที่งอกขึ้นมาก็จะบางลง และเกิดปัญหาผมลีบแบนตามมาค่ะ

ดังนั้น การดูแลหนังศีรษะให้สะอาดอยู่เสมอ เป็นกุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่งเลยนะคะ

พฤติกรรมการดูแลผมที่ผิดพลาด

บางพฤติกรรมที่เราทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว ก็มีส่วนทำให้ผมแบนได้เหมือนกันนะคะ เช่น

  • สระผมด้วยน้ำร้อนเกินไปจนหนังศีรษะขาดความสมดุล
  • ลงครีมนวดตั้งแต่โคนจรดปลาย ทำให้โคนผมหนักแฟบ
  • เป่าผมแบบลากๆ โดยไม่ยกโคน หรือใช้ลมร้อนเป่าโดนโคนตรงๆ นานเกินไป

แค่ปรับพฤติกรรมการดูแลเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ก็ช่วยให้ผมพองตัวสวยขึ้นได้อย่างเห็นผลเลยค่ะ

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับผม

ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ทุกวัน เช่น แชมพู ครีมนวด สเปรย์จัดแต่งทรง ก็มีผลอย่างมากกับวอลลุ่มผมนะคะ ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักมากเกินไป หรือมีซิลิโคนเคลือบผมหนาเกิน ผมก็จะดูหนัก ลีบแฟบทันทีค่ะ หรือถ้าเลือกแชมพูสูตรชุ่มชื้นเกินไปสำหรับผมมันผมก็มักจะแบนเร็วขึ้นค่ะ เพราะฉะนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เบาและเหมาะกับสภาพเส้นผม-หนังศีรษะ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องใส่ใจ

การสะสมของผลิตภัณฑ์

บางครั้งถึงเราจะเลือกผลิตภัณฑ์ถูกแล้ว แต่ผมยังแบนอยู่ ก็อาจเป็นเพราะมี “คราบสะสม” หรือที่เรียกว่า Product Buildup ค่ะ อย่างการใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงบ่อยๆ แล้วล้างออกไม่หมด จะทำให้เกิดการสะสมบนเส้นผมและหนังศีรษะ คราบพวกนี้จะเคลือบผมไว้ ทำให้ผมแข็ง ลีบ และไม่มีวอลลุ่มอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ วิธีแก้ง่ายๆ คือการทำความสะอาดหนังศีรษะและเส้นผม

ปัจจัยภายนอกและทรงผมที่ไม่ส่งเสริมวอลลุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราควบคุมยาก เช่น

  • สภาพอากาศที่ร้อนชื้น ทำให้ผมลีบติดเร็ว
  • หมวกหรือเฮดแวร์ที่กดผมแนบหัว
  • การเลือกทรงผมที่ไม่มีเลเยอร์เลย เช่น ผมตรงตัดเท่ากันทั้งหมด ก็ทำให้ผมดูหนักและแบนได้ค่ะ

สรุปง่ายๆ การที่ผมลีบแบนไม่ได้มีแค่สาเหตุเดียว แต่เป็นเรื่องของหลายปัจจัยรวมกันค่ะ ถ้าเราค่อยๆ แก้ไขตั้งแต่ต้นตอ ถูกวิธี และเข้าใจธรรมชาติของเส้นผมตัวเอง ผมสวยมีวอลลุ่มก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

ถ้าอยากให้ผมมีวอลลุ่มสวยตั้งแต่โคนจรดปลายนะคะ ขั้นตอนแรกที่เราต้องใส่ใจสุดๆ เลยก็คือ การสระผมและบำรุงผมค่ะ เพราะต่อให้เซ็ตผมเก่งแค่ไหน ถ้าพื้นฐานไม่ดี ผมก็ยังแบนแฟบได้อยู่ดีนะคะ มาดูกันค่ะว่าต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อเตรียมเส้นผมให้นุ่ม พอง และพร้อมสำหรับการจัดทรงสวยๆ

เลือกแชมพูและคอนดิชันเนอร์อย่างไร

การเลือกแชมพูและครีมนวดเป็นด่านแรกที่สำคัญมากเลยค่ะ เพราะผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ทุกวันมีผลต่อความเบาและความพองตัวของเส้นผมโดยตรง

  • ส่วนผสมที่ควรมองหา: เลือกแชมพูที่มีคำว่า Volumizing หรือ Lightweight บนฉลากนะคะ มองหาส่วนผสมเช่นโปรตีนจากข้าวสาลี (Wheat Protein), ไบโอติน (Biotin), หรือพวกโพลีเมอร์เบาๆ ที่ช่วยเสริมโครงสร้างเส้นผมให้ดูหนาขึ้นค่ะ
  • ส่วนผสมที่ควรเลี่ยง: หลีกเลี่ยงแชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่มีซิลิโคนหนักๆ (เช่น Dimethicone) หรือซัลเฟตแรงๆ เพราะจะทำให้ผมเหนียวหนืด หนัก และลีบแฟบได้ง่ายค่ะ

เทคนิคการสระผมที่ถูกต้อง ลดผมลีบแบน

สระผมให้ถูกวิธีก็ช่วยลดปัญหาผมแบนได้เยอะเลยนะคะ ซึ่งเทคนิคง่ายๆ คือ

  • ใช้น้ำอุ่น (ไม่ร้อนเกินไป) เพื่อเปิดเกล็ดผมและชะล้างสิ่งสกปรก
  • เทแชมพูใส่มือก่อน แล้วตีให้ขึ้นฟองก่อนนำมาสัมผัสหนังศีรษะ เพื่อป้องกันการระคายเคืองค่ะ
  • เน้นนวดเบาๆ ที่หนังศีรษะ ใช้ปลายนิ้วนวดวนเป็นวงกลม จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและทำความสะอาดได้ล้ำลึกขึ้นค่ะ
  • ล้างออกให้สะอาดจริงๆ เพื่อไม่ให้มีคราบตกค้างที่ทำให้ผมแฟบนะคะ

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ แต่ช่วยให้ผมเราดูพองสวยขึ้นได้ค่ะ

เคล็ดลับการลงคอนดิชันเนอร์ไม่ให้ผมหนัก

หลายคนกลัวคอนดิชันเนอร์เพราะกลัวผมลีบ แต่จริงๆ แล้วถ้าใช้ถูกวิธี คอนดิชันเนอร์จะช่วยให้ผมสวยนุ่มโดยไม่แบนได้เลยค่ะ

  • ลงคอนดิชันเนอร์เฉพาะช่วงกลางถึงปลายผม เท่านั้นนะคะ หลีกเลี่ยงการลงที่โคนผม เพราะจะทำให้โคนหนักแฟบค่ะ
  • ใช้ปริมาณพอดี ไม่ต้องโบกเยอะเกินไปนะคะ
  • หลังลงครีมนวด ให้ใช้นิ้วสางเบาๆ เพื่อกระจายตัวครีมให้ทั่วเส้นผม แล้วล้างออกให้สะอาดค่ะ

ใช้แชมพูสูตรทำความสะอาดล้ำลึก

ถ้ารู้สึกว่าผมเริ่มเหนียวๆ เซ็ตยังไงก็ไม่พองทั้งที่ทำตามทุกอย่างแล้ว อาจเป็นสัญญาณว่ามีคราบสะสมแล้ว ทางแก้ง่ายๆ คือการใช้แชมพูสูตรที่ช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์เซ็ตผมต่างๆ รวมถึงไขมันส่วนเกินได้หมดจดเลยค่ะ

  • แนะนำให้ใช้ประมาณ 1-2 ครั้งต่อเดือนนะคะ ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน
  • หลังใช้ ควรตามด้วยครีมนวดสูตรเบาบางหรือมาส์กบำรุงเบาๆ เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผมด้วยค่ะ

การรีเซ็ตเส้นผมแบบนี้จะช่วยให้ผมเบา เงา และพร้อมสำหรับการสร้างวอลลุ่มได้ง่ายขึ้นแบบรู้สึกได้เลยค่ะ

เทคนิคเป่าผมให้มีวอลลุ่ม

รู้ไหมคะว่า “การเป่าผม” เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างวอลลุ่มสวยๆ ให้เส้นผม ถ้าเป่าถูกวิธี ต่อให้ผมเส้นเล็ก ลีบง่าย ก็สามารถดูพองเบา มีน้ำหนักได้เหมือนเพิ่งออกจากร้านทำผมเลยค่ะ มาเรียนรู้เทคนิคเป่าผมจากมืออาชีพแบบละเอียดทุกขั้นตอนกัน

เคล็ดลับเป่าผมให้มีวอลลุ่ม
  1. เตรียมผมให้พร้อมก่อนเป่า

หลังสระผมเสร็จ ซับน้ำส่วนเกินออกด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ แบบไม่ถูแรง จากนั้นลงผลิตภัณฑ์เพื่อปกป้องเส้นผมจากความร้อน แล้วตามด้วย ผลิตภัณฑ์มูสเพิ่มวอลลุ่ม หรือสเปรย์ยกโคนเบาๆ ช่วยให้ผมตั้งตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ

  1. เป่ายกโคนผมโดยก้มหัว

ก้มศีรษะลง แล้วใช้ไดร์เป่าโคนผมย้อนทิศจากแรงโน้มถ่วงค่ะ เทคนิคนี้จะช่วยให้โคนผมยกตัวตั้งแต่ยังเปียกหมาดๆ ระหว่างเป่าให้ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปยกโคนเบาๆ ไปด้วย จะช่วยให้วอลลุ่มอยู่ทนมากขึ้นค่ะ

  1. ใช้แปรงกลมสร้างวอลลุ่มเพิ่ม

พอผมเริ่มแห้งประมาณ 70-80% ให้ใช้ แปรงกลม ม้วนผมช่วงโคนแล้วยกขึ้น เป่าไดร์ตามแนวเส้นผมลงไปค่ะ เน้นค่อยๆ รูดปลายผมเบาๆ เพื่อให้เส้นผมเรียงตัวสวย ไม่ชี้ฟูนะคะ

  1. ล็อควอลลุ่มด้วยลมเย็น

เมื่อได้ทรงที่พองสวยถูกใจแล้ว อย่าลืมเป่าลมเย็นทั่วศีรษะเพื่อ “ล็อค” โครงสร้างวอลลุ่มไว้นะคะ ลมเย็นจะช่วยให้ผมอยู่ทรงนานขึ้น ไม่แฟบระหว่างวันค่ะ

Tips เสริม: ถ้าอยากให้ผมดูพองเบากว่าเดิมอีกขั้น ลองเปลี่ยนแสกผมหลังจากเป่าเสร็จใหม่ๆ ด้วยนะคะ เทคนิคเล็กๆ นี้ช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ผมดูหนาขึ้นได้อีกหลายเท่าเลยค่ะ

ถึงแม้เราจะสระ เป่า และบำรุงมาอย่างดีแล้ว บางวันก็ยังมีโมเมนต์ที่อยากได้ผมวอลลุ่มพุ่งๆ แบบเร่งด่วน มีเทคนิคจัดแต่งทรงผมง่ายๆ ที่ช่วยเสกวอลลุ่มให้ผมสวยเด้งได้ทันใจแน่นอนค่ะ มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่ทำได้ง่ายๆ และไม่ทำร้ายผมค่ะ

การยีผมอย่างถูกวิธี

“การยีผม เป็นเทคนิคคลาสสิกที่ช่วยเพิ่มวอลลุ่มได้เร็วที่สุดเลยค่ะ แต่ถ้ายีผิดวิธี อาจทำให้ผมขาดหรือพันกันยุ่งเหยิงได้ เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างถูกต้องนะคะ

  • ใช้หวีซี่ถี่หรือหวีปลายแหลมสำหรับยีโดยเฉพาะค่ะ
  • แบ่งผมเป็นชั้นๆ เล็กๆ แล้วใช้หวีค่อยๆ ยีเบาๆ เฉพาะบริเวณโคนผมเท่านั้นนะคะ
  • ยีแบบนุ่มนวล ไม่ต้องขยี้แรงๆ
  • หลังจากได้วอลลุ่มตามต้องการแล้ว ให้หวีผิวผมด้านบนเบาๆ เพื่อเก็บงานให้ดูเนียนเรียบร้อยค่ะ

เท่านี้ก็ได้ผมฟูสวยแบบไม่ต้องกลัวผมเสียแล้วค่ะ

เปลี่ยนรอยแสกผม

อีกหนึ่งเทคนิคง่ายๆ แต่ได้ผลเกินคาดก็คือ “การเปลี่ยนรอยแสกผม” นี่แหละค่ะ

  • ถ้าแสกกลางอยู่ ลองเปลี่ยนเป็นแสกข้างแบบลึกๆ ดูนะคะ
  • หรือถ้าแสกข้างเดิมจนผมเริ่มชิน ลองเปลี่ยนแสกไปอีกข้างหนึ่งบ้างค่ะ

การเปลี่ยนทิศทางรากผมแบบนี้จะทำให้โคนผมถูกยกตัวขึ้นทันที ช่วยเพิ่มวอลลุ่มแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ความร้อนเลยค่ะ

การใช้โรลม้วนผมเพื่อยกโคน

ใครที่อยากได้วอลลุ่มแบบนุ่มละมุนธรรมชาติ

  • หลังจากเป่าผมจนแห้งประมาณ 80-90% แล้ว ให้แบ่งผมเป็นช่อๆ ม้วนโรลขึ้นไปตั้งแต่โคนผมเลยค่ะ
  • ทิ้งไว้ 15-30 นาที ระหว่างนี้สามารถแต่งหน้า หรือทำอย่างอื่นรอได้ค่ะ
  • จากนั้นแกะโรลออก แล้วเซ็ตด้วยลมเย็นหรือสเปรย์ล็อคเบาๆ

เทคนิคนี้ให้ผลลัพธ์ผมสวยเด้งแบบดูไม่แข็ง และอยู่ทนทั้งวันเลยนะคะ

เทคนิคใช้เครื่องม้วน/หนีบ ช่วยยกโคน

หนีบผมเพิ่มวอลลุ่ม

ถ้ารีบมากๆ หรืออยากได้ลอนที่ดูตั้งตัวชัดขึ้นนะคะ เครื่องมืออย่าง แกนม้วนผม หรือ เครื่องหนีบผมก็ช่วยได้ค่ะ ใช้แกนม้วนผมไซส์กลาง ม้วนแค่ช่วงโคนแล้วคลายออกทันที ไม่ต้องหมุนยาวถึงปลายนะคะ หรือถ้าใช้เครื่องหนีบ ให้จับช่อผมบริเวณโคน แล้วหนีบเบาๆ เป็นแนวโค้งเพื่อดันโคนขึ้นค่ะ วิธีนี้ช่วยเสริมวอลลุ่มให้ดูมีเท็กซ์เจอร์และช่วยให้ทรงผมดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกหลายระดับเลยค่ะ

เทคนิคสร้างวอลลุ่มแบบไม่ใช้ความร้อน

สำหรับคนที่ไม่อยากใช้ความร้อนเลยก็มีวิธีทำวอลลุ่มแบบอ่อนโยนได้เหมือนกันนะคะ เช่น

  • สระผมแล้วปล่อยให้หมาดๆ จากนั้นถักเปียหลวมๆ 1-2 เปียค่ะ
  • ปล่อยทิ้งไว้ทั้งคืน ตื่นเช้ามาแกะเปียออก ผมจะเป็นลอนคลื่นเบาๆ ดูพองตัวธรรมชาติเลยค่ะ
  • ถ้าอยากให้โคนผมยกตัวมากขึ้นอีกนิด สามารถสเปรย์ Dry Shampoo หรือสเปรย์เท็กซ์เจอร์เบาๆ เสริมได้ค่ะ

วิธีนี้ไม่ทำร้ายเส้นผมเลยนะคะ แถมได้ลอนนุ่มสวยเหมือนเพิ่งไปทำผมมาเลยค่ะ

นอกจากการเซ็ตผมหรือเลือกผลิตภัณฑ์ดี ๆ แล้วนะคะ การเลือกทรงผม ที่เหมาะกับตัวเองก็มีผลกับวอลลุ่มผมแบบเห็นได้ชัดเลยค่ะ ถ้าเลือกทรงดี ผมจะดูหนาขึ้น ดูพองเบาโดยไม่ต้องเซ็ตเยอะเลยค่ะ แล้วถ้าอยากเลือกทรงผมจริงๆ มีตัวเลือกไหนที่เหมาะกับการเสริมวอลลุ่มบ้าง มาดูกันค่ะ

  • ผมสั้น: ทรงบ๊อบไล่ระดับ (Layered Bob) หรือผมซอยปลายเบาๆ ช่วยทำให้ผมสั้นดูหนาและมีวอลลุ่ม ไม่ลีบแบนติดหน้าเลยค่ะ
    ผมประบ่า: ทรง Lob (Long Bob) แบบมีเลเยอร์หรือปลายม้วนเข้าเบาๆ กำลังสวยค่ะ ผมจะดูมีมิติแบบไม่ต้องเซ็ตเยอะ
  • ผมยาว: ถ้าอยากไว้ยาวก็ทำได้ค่ะ เพียงแค่ซอยเลเยอร์บางๆ ตั้งแต่ระดับคางลงไป จะช่วยให้ผมดูพองเบา ไม่หนักทื่อค่ะ ใครอยากเพิ่มลุคเซ็กซี่อาจทำลอนคลายช่วยเสริมวอลลุ่มอีกขั้นได้ด้วยนะคะ

จำไว้นะคะ ทรงที่มีวอลลุ่มไม่จำเป็นต้องฟูหรือหยิกเสมอไป ขอแค่มีเลเยอร์และการไล่มิติที่ดี ก็ช่วยให้ผมดูสวยเด้งขึ้นได้มากเลยค่ะ

วิธีสื่อสารกับช่างผมให้ได้ทรงที่ต้องการ

การสื่อสารกับช่างผมก็สำคัญไม่แพ้การเลือกทรงนะคะ เพราะบางครั้งแค่บอกว่าอยากได้วอลลุ่ม อย่างเดียวอาจตีความได้หลายแบบเลยค่ะ เทคนิคง่าย ๆ คือ

  • บอกปัญหาผมปัจจุบัน: เช่น “มีผมเส้นเล็กค่ะ ชอบลีบง่าย อยากได้ทรงที่ดูหนาขึ้น”
  • ระบุความต้องการชัดเจน: เช่น “อยากได้ทรงที่มีเลเยอร์ แต่ยังดูธรรมชาติ ไม่บางเกินไปนะคะ”
  • เตรียมภาพตัวอย่าง: เซฟภาพทรงผมที่ชอบไปให้ช่างดูเลยค่ะ เพราะภาพช่วยให้เข้าใจตรงกันได้ง่ายกว่าคำพูดเยอะเลยค่ะ
  • เปิดใจฟังคำแนะนำ: ช่างผมมืออาชีพจะช่วยปรับทรงให้เหมาะกับรูปหน้าและสภาพเส้นผมเราด้วยค่ะ บางทีการปรับนิด ๆ หน่อย ๆ จะช่วยให้ทรงผมออกมาสวยที่สุดสำหรับเราค่ะ

การเซ็ตผมให้วอลลุ่มสวยในแต่ละวันก็ดีแล้วนะคะ แต่ถ้าอยากให้ผมดูพองสวยเป็นธรรมชาติตลอดเวลาแบบไม่ต้องพึ่งเซ็ตทุกวัน ก็มีตัวช่วยเสริมหลายวิธีที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ ทั้งการดัดวอลลุ่ม การบำรุงเส้นผม และการดูแลจากภายใน มาดูกันค่ะว่าเราจะดูแลเส้นผมให้มีวอลลุ่มระยะยาวได้ยังไงบ้าง

การดูแลให้ผมมีวอลลุ่มในระยะยาว

ดัดวอลลุ่ม (Volume Perm)

หนึ่งในทางเลือกยอดฮิตที่หลายคนสนใจก็คือ การดัดวอลลุ่ม (Volume Perm) ค่ะ ซึ่งเป็นการดัดผมแบบหลวม ๆ เน้นยกโคนและสร้างเท็กซ์เจอร์เบา ๆ ให้เส้นผมดูฟูพองธรรมชาติ

  • ข้อดี: ทำให้ผมดูหนาขึ้นแบบไม่ต้องเซ็ตเยอะ ช่วยประหยัดเวลาในการทำผมทุกวัน
  • ข้อควรระวัง: การดัดผมยังคงเป็นการใช้สารเคมีนะคะ ถ้าทำบ่อยเกินไป หรือทำกับผมที่อ่อนแอ อาจทำให้ผมแห้งเสียได้ค่ะ ดังนั้นควรเลือกช่างที่มีประสบการณ์ และปรึกษาก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
  • ดูแลหลังดัด: ต้องบำรุงด้วยมาส์กหรือทรีตเมนต์อย่างสม่ำเสมอ และเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับผมดัดโดยเฉพาะค่ะ เพื่อรักษาความนุ่มและลดการชี้ฟู

หากใครอยากผมดูมีวอลลุ่มแบบระยะยาว โดยไม่ต้องเป่าเซ็ตเยอะๆ การดัดวอลลุ่มก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ทรีทเมนท์บำรุงหนังศีรษะและเส้นผม

การมีผมวอลลุ่มสวย ไม่ได้อยู่ที่การเซ็ตอย่างเดียวนะคะ แต่ต้องเริ่มจาก “พื้นฐานเส้นผมที่แข็งแรง” เลยค่ะ ซึ่งหัวใจสำคัญก็คือ การบำรุงหนังศีรษะและเส้นผม นั่นเองค่ะ

  • ทรีตเมนต์บำรุงเส้นผม: ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผม นุ่มลื่น ดูเงางาม และไม่ลีบแบนค่ะ
  • ทรีตเมนต์หนังศีรษะ: ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และลดการอุดตัน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผมใหม่ที่งอกออกมามีความแข็งแรงและพองสวยกว่าเดิมค่ะ

อาหารและวิตามินกับการบำรุงผม

นอกจากการดูแลจากภายนอกแล้วนะคะ การกินอาหารที่ดีต่อเส้นผมก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เพราะผมของเราถูกสร้างจากสารอาหารที่ร่างกายได้รับนั่นเองค่ะ

  • โปรตีน: เป็นโครงสร้างหลักของเส้นผมค่ะ ถ้าโปรตีนไม่พอ ผมจะบาง อ่อนแอ และลีบแบนได้ง่าย
  • ไบโอติน ซิงก์ ธาตุเหล็ก: ช่วยบำรุงรากผม กระตุ้นการงอกใหม่ และเพิ่มความแข็งแรงให้เส้นผมค่ะ
  • วิตามินเอ ซี อี: ช่วยเรื่องสุขภาพหนังศีรษะ และทำให้เส้นผมดูเงางามสุขภาพดีค่ะ

แต่ก็มีข้อควรระวัง ไม่ควรกินอาหารเสริมหรือวิตามินมากเกินความจำเป็นค่ะ ถ้าอยากเสริม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอค่ะ เพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดค่ะ

การมีผมสวยพองวอลลุ่ม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเซ็ตเก่งอย่างเดียวนะคะ แต่เริ่มตั้งแต่พื้นฐานการดูแลที่ถูกต้องเลยค่ะ นอกจากนี้ การเลือกตัดผมให้มีเลเยอร์หรือเท็กซ์เจอร์เบาๆ ก็ช่วยเสริมให้เส้นผมดูหนาและมีชีวิตชีวามากขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะคะ และที่สำคัญที่สุด การดูแลอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงหนังศีรษะ การทำทรีตเมนต์ หรือการใส่ใจเรื่องอาหารและวิตามินที่ดีต่อเส้นผม ก็เป็นพื้นฐานที่ทำให้ผมสวยพองได้ในระยะยาว

Picture of พญ.พรีมา ทศบวร
พญ.พรีมา ทศบวร

แพทย์ประจำ คลินิกปลูกผม ผ่าตัดสำเร็จมาแล้วกว่า 3,000 ราย แพทย์ American Board of Hair Restoration Surgery หรือ ABHRS จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันด้าน ศัลยกรรมปลูกผม ของโลก

ประวัติแพทย์

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยา Dutasteride รักษาผมร่วงผมบาง เทียบกับ Finasteride ตัวไหนดีกว่ากัน
Prima Tossaborvorn

ยา Dutasteride รักษาผมร่วงผมบาง เทียบกับ Finasteride ตัวไหนดีกว่ากัน

บทความนี้ Hairsmith Clinic จะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่า ยา Dutasteride คืออะไร มีกลไกการทำงานอย่างไร แตกต่างจาก Finasteride มากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือ ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้ยานี้ เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้อย่างปลอดภัย

ผมบางกลางหัว แก้ยังไงดี เจาะลึกสาเหตุและวิธีแก้ไข
Prima Tossaborvorn

ผมบางกลางหัว แก้ยังไงดี เจาะลึกสาเหตุและวิธีแก้ไข

วันนี้ Hairsmith Clinic จะพาทุกคนมาเจาะลึกตั้งแต่สาเหตุว่าทำไมผมตรงกลางหัวถึงพร้อมใจกันลากิจ พร้อมวิธีแก้ไขและรักษาตั้งแต่การปรับพฤติกรรมไปจนถึงการรักษาทางการแพทย์ เพื่อทวงคืนเส้นผมและความมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง

Norwood Scale ตัววัดระดับหัวล้านในผู้ชาย
Prima Tossaborvorn

ทำความรู้จัก Norwood Scale การวัดระดับหัวล้านในผู้ชาย

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า Norwood Scale คืออะไร มีกี่ระดับ และแต่ละระดับบอกอะไรกับเราบ้าง เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ของตัวเองและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ