รู้จัก ลักษณะเส้นผมทั้ง 4 ประเภท ดูแลอย่างไรให้เหมาะสม

/
/
รู้จัก ลักษณะเส้นผมทั้ง 4 ประเภท ดูแลอย่างไรให้เหมาะสม
รู้จัก ลักษณะเส้นผม ทั้ง 4 ประเภท

เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมบางวันผมถึงจัดทรงยาก ชี้ฟู หรือมันเร็วเกินไป จริงๆ แล้วมันเกี่ยวข้องกับ ลักษณะเส้นผม ของเราทั้งหมดค่ะ เมื่อเรารู้จักประเภทและลักษณะเส้นผมของตัวเอง เราจะสามารถดูแลเส้นผมได้ตรงจุด ลดปัญหาผมเสีย และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผมของเราได้ง่ายขึ้นค่ะ

เส้นผมของแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น ผมตรง ผมหยักศก ผมหยิก หรือผมขด รวมถึงปัจจัยอื่นๆ อย่าง ความหนาแน่น ขนาด ความพรุน และสภาพหนังศีรษะ ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อสุขภาพของเส้นผมค่ะ การเข้าใจเส้นผมของตัวเองจะทำให้เราสามารถดูแลได้ดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

ในบทความนี้ เราจะพามาทำความรู้จักกับประเภทของเส้นผมและลักษณะเฉพาะ พร้อมแนะนำวิธีดูแลเส้นผมที่เหมาะสม ตั้งแต่การเลือกแชมพู ครีมนวด ไปจนถึงเทคนิคการบำรุงและจัดแต่งทรงผมให้ดูสุขภาพดีค่ะ

เส้นผมของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องสีหรือความยาวนะคะ แต่ยังรวมถึงลักษณะพื้นฐานของเส้นผมที่ส่งผลต่อการดูแลและจัดทรงด้วยค่ะ ผมของเราสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ลองมาเช็กดูนะคะว่าเส้นผมของเราอยู่ในประเภทไหน

1. ผมตรง (Straight Hair)

ผมประเภทนี้จะเรียบลื่น ไม่มีลอนเลยค่ะ น้ำมันจากหนังศีรษะสามารถกระจายไปทั่วเส้นผมได้ง่าย ทำให้ผมดูเงางามและนุ่มลื่นค่ะ แต่ก็มีปัญหาที่พบบ่อยคือ ผมมันง่าย ทำให้ดูผมลีบแบนติดหนังศีรษะ

ผมตรง

ข้อดี:

  • จัดทรงง่าย ไม่ต้องใช้เวลาม้วนลอนหรือหนีบให้ตรง
  • ผมเงาสวยโดยธรรมชาติ เพราะน้ำมันสามารถเคลือบเส้นผมได้ทั่วถึง

ข้อเสีย:

  • ผมมันเร็ว เนื่องจากน้ำมันจากหนังศีรษะกระจายได้ดี
  • อาจจะดูลีบแบนขาดวอลลุ่มค่ะ

2. ผมหยักศก (Wavy Hair)

ผมประเภทนี้จะเป็นคลื่นอ่อนๆ ดูมีวอลลุ่มมากกว่าผมตรงค่ะ ไม่หยิกมาก แต่ก็ไม่เรียบสนิท บางครั้งก็ดูชี้ฟู ไม่เป็นทรง

ผมหยักศก

ข้อดี:

  • มีวอลลุ่มธรรมชาติ ทำให้ดูหนาและมีมิติ
  • สามารถทำทรงลอนได้ง่ายขึ้น

ข้อเสีย:

  • มีแนวโน้มชี้ฟูได้ง่าย โดยเฉพาะในอากาศชื้น
  • อาจดูยุ่งเหยิงถ้าไม่ได้เซ็ตผมให้ดีค่ะ

3. ผมหยิก (Curly Hair)

มีลักษณะลอนชัดเจนและเป็นเกลียวคล้ายสปริงค่ะ ผมประเภทนี้มักจะแห้งง่ายกว่าผมประเภทอื่น เพราะน้ำมันจากหนังศีรษะไม่สามารถกระจายไปถึงปลายผมได้ดีค่ะ อาจทำให้ผมแห้งเสีย แตกปลาย และชี้ฟู

ผมหยิก

ข้อดี:

  • ผมดูหนา มีวอลลุ่ม และเป็นทรงสวยแบบธรรมชาติ
  • สามารถจัดแต่งทรงให้ดูโดดเด่นได้ง่ายค่ะ

ข้อเสีย:

  • ผมแห้งง่าย ต้องการความชุ่มชื้นสูง
  • จัดทรงยากกว่าผมตรงและผมหยักศก

4. ผมขด (Coily Hair)

ลักษณะเป็นเส้นผมที่ขดเป็นวงเล็กๆ คล้ายสปริงแน่นๆ ค่ะ ผมประเภทนี้มักจะมีพื้นผิวที่แห้ง เปราะ และแตกปลายง่าย

ผมขด

ข้อดี:

  • มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และดูโดดเด่น
  • ผมดูมีวอลลุ่มมากและสามารถจัดแต่งทรงที่เป็นเอกลักษณ์ได้ค่ะ

ข้อเสีย:

  • แห้งและเปราะง่าย ต้องการการบำรุงมากเป็นพิเศษ
  • ต้องใช้เวลาจัดทรงมากกว่าผมประเภทอื่นๆ

เส้นผมของเรามีลักษณะเฉพาะตัวมากมายค่ะ และไม่ใช่แค่ประเภทเส้นผมเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ความหนาแน่น ขนาดเส้นผม ความพรุน และสภาพหนังศีรษะ ที่ส่งผลต่อสุขภาพผมโดยตรงค่ะ การรู้จักลักษณะเส้นผมของตัวเองจะช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์และวิธีดูแลได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ มาดูกันค่ะว่าเส้นผมของเรามีลักษณะแบบไหนบ้างและจะดูแลอย่างไรให้ผมสวยสุขภาพดี

ลักษณะเส้นผม มีอะไรบ้าง

1. ความหนาแน่นของเส้นผม (Hair Density)

ความหนาแน่นของเส้นผมคือจำนวนเส้นผมบนศีรษะของเราต่อพื้นที่ค่ะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลักๆ ดังนี้

  • ผมบาง ถ้าส่องกระจกแล้วเห็นหนังศีรษะได้ชัดเจน แสดงว่าอาจมีผมบางค่ะ ลักษณะของผมบางมักทำให้ทรงผมดูแบนและขาดวอลลุ่ม วิธีการดูแลคือ ใช้แชมพูเพิ่มวอลลุ่มเพื่อให้ผมดูหนาขึ้น และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีซิลิโคนหนักๆ เพราะอาจทำให้ผมลีบแบนค่ะ
  • ผมหนาปานกลาง เป็นลักษณะผมที่พบได้บ่อยที่สุดค่ะ ไม่บางเกินไปและไม่หนาเกินไป ดูแลค่อนข้างง่ายและสามารถจัดแต่งทรงได้หลากหลายค่ะ วิธีการดูแลคือ ใช้เซรั่มหรือมูสเพิ่มวอลลุ่มเพื่อให้ผมดูมีมิติค่ะ
  • ผมหนา คนที่มีผมหนาจะมีเส้นผมจำนวนมาก ทำให้ผมดูแน่นและมีน้ำหนักค่ะ แต่บางครั้งอาจรู้สึกว่าผมหนักและจัดทรงยาก การดูแลทำได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผมนุ่มลื่นและลดความพันกัน หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผมหนาหนักขึ้น เช่น มูสหรือแว็กซ์ที่เหนียวเกินไป

2. ขนาดของเส้นผม (Hair Texture)

ขนาดของเส้นผมหมายถึงเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมแต่ละเส้นค่ะ ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของเส้นผมและวิธีการดูแล

  • ผมเส้นเล็ก มักจะดูบอบบางและลีบแบนง่าย แต่ข้อดีคือทำให้เส้นผมดูพลิ้วไหวและจัดทรงง่าย การดูแลทำได้โดยใช้แชมพูเพิ่มวอลลุ่มเพื่อให้ผมดูหนาขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่หนักเกินไป เพราะอาจทำให้ผมลีบแบนค่ะ
  • ผมเส้นใหญ่ ผมจะดูหนาและมีน้ำหนัก ซึ่งช่วยให้ผมดูสุขภาพดีและแข็งแรง แต่ก็อาจชี้ฟูและจัดทรงยากกว่าผมเส้นเล็กค่ะ การดูแลทำได้โดยใช้ครีมนวดที่ช่วยให้ผมมีความนุ่มลื่น ไม่พันกัน ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความชี้ฟู เช่น เซรั่มหรือออยล์บำรุง

3. ความพรุนของเส้นผม (Hair Porosity)

ความพรุนของเส้นผม หมายถึงความสามารถของเส้นผมในการดูดซับและกักเก็บความชุ่มชื้น แบ่งออกเป็น 3 ระดับ 

  • ผมพรุนต่ำ เส้นผมประเภทนี้ไม่ค่อยดูดซับความชื้น ทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงซึมเข้าสู่เส้นผมได้ยาก
  • ผมพรุนปานกลาง เป็นระดับที่สมดุลที่สุดค่ะ เพราะสามารถดูดซับและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี
  • ผมพรุนสูง เส้นผมประเภทนี้ดูดซับน้ำและผลิตภัณฑ์บำรุงได้เร็ว แต่ก็สูญเสียความชุ่มชื้นได้เร็วเช่นกันค่ะ

4. ความยืดหยุ่นของเส้นผม (Hair Elasticity)

ความยืดหยุ่นของเส้นผมคือความสามารถของเส้นผมในการยืดตัวและกลับสู่สภาพเดิมโดยไม่ขาด ถ้าผมของคุณเปราะง่าย ขาดง่าย อาจหมายถึงว่าผมมีความยืดหยุ่นต่ำ ซึ่งอาจเกิดจากการขาดความชุ่มชื้นหรือเสียหายจากสารเคมีค่ะ 

วิธีการดูแลเส้นผมเพื่อรักษาความยืดหยุ่นทำได้โดย ใช้ทรีตเมนต์บำรุงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเส้นผม หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผมเปราะบางมากขึ้นค่ะ

5. สภาพหนังศีรษะ (Scalp Condition)

หนังศีรษะมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของเส้นผมค่ะ ถ้าหนังศีรษะมีปัญหา เส้นผมก็มักจะได้รับผลกระทบด้วย

  • หนังศีรษะมัน ถ้าหนังศีรษะมันเร็ว แสดงว่าต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ผมมันเร็ว เพื่อลดความมันบนหนังศีรษะแนะนำให้ใช้แชมพูสำหรับหนังศีรษะมันเพื่อลดความมันส่วนเกิน และหลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำร้อน เพราะจะกระตุ้นการผลิตน้ำมันมากขึ้นค่ะ
  • หนังศีรษะแห้ง ถ้าคุณรู้สึกว่าหนังศีรษะลอกหรือมีอาการคัน อาจเกิดจากความแห้งของหนังศีรษะค่ะ ซึ่งมักทำให้เกิดรังแคได้ง่าย วิธีการดูแลหนังศีรษะแห้งทำได้โดยใช้แชมพูที่ให้ความชุ่มชื้นและปราศจากซัลเฟต และหลีกเลี่ยงการใช้ไดร์เป่าผมด้วยความร้อนสูงเกินไป
  • หนังศีรษะผสม หนังศีรษะประเภทนี้จะมีความมันที่โคนผม แต่ปลายผมแห้ง ซึ่งอาจทำให้ดูแลยากค่ะ แต่ดูแลได้ค่ะ ใช้แชมพูที่ช่วยควบคุมความมันที่โคนผม แต่ให้ความชุ่มชื้นที่ปลายผม หลีกเลี่ยงการใช้ครีมนวดที่หนังศีรษะ แต่เน้นที่ปลายผมแทนค่ะ

ลักษณะเส้นผมของเราส่งผลต่อการดูแลและสุขภาพของเส้นผมโดยตรงนะคะ ถ้าเราเข้าใจเส้นผมของตัวเองดี ก็จะสามารถเลือกวิธีดูแลที่เหมาะสมที่สุดได้ค่ะ ลองสังเกตเส้นผมของตัวเองแล้วนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ดูนะคะ รับรองว่าผมของคุณจะดูสุขภาพดีขึ้นแน่นอนค่ะ

เมื่อเรารู้จักลักษณะเส้นผมของตัวเองแล้ว การดูแลเส้นผมให้เหมาะสมกับลักษณะและสภาพผมก็จะง่ายขึ้นค่ะ นอกจากจะช่วยให้ผมของคุณมีสุขภาพดีแล้ว ยังช่วยให้การจัดทรงผมทำได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ มาดูกันค่ะว่าแต่ละประเภทของเส้นผมควรดูแลยังไงบ้าง

วิธีการดูแลเส้นผมให้เหมาะสม
  1. การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลักษณะเส้นผมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำให้ผมของคุณยิ่งแห้ง ชี้ฟู หรือมันมากขึ้นได้ มาดูกันค่ะว่าเส้นผมประเภทต่างๆ ควรใช้ผลิตภัณฑ์แบบไหนบ้าง
  • ผมแห้ง เลือกแชมพูที่มีมอยส์เจอร์สูง เพื่อช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผมค่ะ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันอาร์แกน หรือน้ำมันมะพร้าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผมให้เนียนนุ่ม
  • ผมมัน เลือกแชมพูที่ช่วยควบคุมความมัน โดยไม่ทำให้ผมแห้งจนเกินไปค่ะ แชมพูที่มีส่วนผสมของชาเขียว หรือเปปเปอร์มินต์ช่วยในการควบคุมความมันและทำให้ผมรู้สึกสะอาดขึ้น
  • ผมเสีย หากผมของคุณแห้งหรือแตกปลาย ควรเลือกแชมพูที่มีเคราติน หรือโปรตีนฟื้นฟูผม เพื่อช่วยซ่อมแซมเส้นผมที่เสียหาย และคืนความแข็งแรงให้กับผมค่ะ

  1. การสระผมที่ถูกต้อง การสระผมก็สำคัญไม่แพ้การเลือกผลิตภัณฑ์ค่ะ เพราะการสระผมไม่ถูกวิธีอาจทำให้ผมแห้งเสีย หรือทำให้เส้นผมขาดง่ายได้ค่ะ ลองทำตามขั้นตอนนี้ดูนะคะ
  • ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเย็นในการสระผมแทนน้ำร้อนค่ะ เพราะน้ำร้อนจะทำให้ผมแห้งและขาดหลุดร่วงได้ง่ายค่ะ น้ำเย็นช่วยล็อกความชุ่มชื้นในเส้นผมให้คงอยู่
  • นวดหนังศีรษะเบาๆ ระหว่างสระผมเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดค่ะ การนวดช่วยให้หนังศีรษะสะอาด และยังช่วยให้เส้นผมเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
  • อย่าขยี้ผมแรงๆ นะคะ เพราะจะทำให้ผมพันกันและขาดง่าย การล้างผมให้สะอาดด้วยการนวดเบาๆ จะช่วยลดปัญหาผมพันกันค่ะ

  1. การบำรุงหลังสระผม หลังจากสระผมเสร็จแล้ว การบำรุงผมเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรข้ามค่ะ เพราะผมที่ผ่านการสระและได้รับความชื้นจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องการการฟื้นฟูและการบำรุงเพื่อให้สุขภาพผมดีขึ้น
  • ใช้ครีมนวดเส้นผมทุกครั้งหลังการสระผมค่ะ ครีมนวดจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผมนุ่มลื่น
  • หมักผมด้วยน้ำมันธรรมชาติสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เช่น น้ำมันมะพร้าว หรืออาร์แกนออยล์ เพื่อบำรุงผมอย่างล้ำลึก และช่วยให้ผมไม่แห้งเสีย
  • หากใช้เครื่องมือจัดแต่งทรงผมที่มีความร้อน เช่น ไดร์เป่าผม หรือเครื่องหนีบผม อย่าลืมใช้เซรั่มหรือสเปรย์บำรุงผมที่ช่วยป้องกันความร้อนก่อนนะคะ เพื่อป้องกันการทำลายจากความร้อนและทำให้ผมดูเงางามค่ะ

การรู้จักลักษณะเส้นผมของตัวเองและการดูแลเส้นผมอย่างถูกวิธีเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ผมของคุณดูดีและมีสุขภาพดีขึ้นค่ะ เส้นผมของแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเข้าใจในประเภทและลักษณะเส้นผมจะทำให้คุณเลือกผลิตภัณฑ์และวิธีดูแลได้อย่างตรงจุด ลดปัญหาผมเสีย และเพิ่มความสวยงามให้เส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

Picture of พญ.พรีมา ทศบวร
พญ.พรีมา ทศบวร

แพทย์ประจำ คลินิกปลูกผม ผ่าตัดสำเร็จมาแล้วกว่า 3,000 ราย แพทย์ American Board of Hair Restoration Surgery หรือ ABHRS จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันด้าน ศัลยกรรมปลูกผม ของโลก

ประวัติแพทย์

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีคำนวณจำนวนกราฟท์
Prima Tossaborvorn

วิธีคำนวณจำนวนกราฟท์ที่ต้องใช้ และประเมินงบปลูกผมเบื้องต้น

ต้องปลูกผมกี่กราฟท์ ขึ้นกับระดับผมบางและพื้นที่ที่ต้องการปลูก ซึ่งก็มีส่วนต่อการคิดค่าใช้จ่ายในการปลูกผมนั่นเอง สำหรับบทความนี้หมออยากชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ วิธีคำนวณกราฟ์ผม เพื่อช่วยในการประเมินและวางแผนงบปลูกผมในเบื้องต้นกันค่ะ

แผลเป็นจากการดึงหน้า Endotine ปลูกผมแก้ไขได้ไหม
Prima Tossaborvorn

แผลเป็นจากการดึงหน้า Endotine ปลูกผมแก้ไขได้ไหม

สำหรับใครที่กังวล หรือกำลังเผชิญกับปัญหา แผลเป็นจาก Endotine จนทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ อย่าเพิ่งหมดหวังนะคะ เพราะที่ Hairsmith Clinic เรามีวิธีการแก้ไขด้วยเทคนิค ปลูกผม FUE บริเวณแผลเป็น ที่ช่วยเติมเต็มแนวไรผมให้กลับมาสวยเป็นธรรมชาติอีกครั้ง

กัดสีผม ผมเป็นวุ้น แก้ไขอย่างไรให้ผมกลับมาสวยสุขภาพดี
Prima Tossaborvorn

กัดสีผม ผมเป็นวุ้น แก้ไขอย่างไรให้ผมกลับมาสวยสุขภาพดี 

หลายคนที่เคย กัดสีผม หรือฟอกสีเพื่อให้ได้เฉดที่ต้องการ แล้วผมขาดง่าย ยืดหยุ่นเหมือนหมี่เปียก หรือแค่หวีเบาๆ ก็หลุดเป็นกระจุก แบบนี้เรียกว่า ผมเป็นวุ้น บทความนี้เราจะพาไปไขคำตอบว่าภาวะนี้อันตรายแค่ไหนแล้วจะมีวิธี ฟื้นฟูผมเสียจากการกัดสีได้อย่างไร