Hair Transplant in Bangkok, Thailand
(+66) 85-836-9994

แกลเลอรี่

สะเก็ดหลังปลูกผมล้างออกยังไง

โดย : วันที่ : 23 พฤศจิกายน 2018 ข้อคิดเห็น : (0)

หลังปลูกผมแล้วเนี่ย พวกคราบเลือดบริเวณที่ปลูกผมมันก็จะเริ่มแข็งตัวและกลายเป็นสะเก็ด ในช่วง 2 สัปดาห์แรกอย่าเพิ่งไปแกะไปเกามันออกนะคะ เพราะสะเก็ดที่เราแกะออกมาอาจดึงเอารากผมที่เพิ่งปลูกหลุดมาด้วย รากผมที่หลุดมานั้นอาจจะไม่ขึ้นอีกก็ได้ คนไข้ควรรอให้ครบ 2 สัปดาห์ก่อนแล้วค่อยเริ่มล้างสะเก็ดออก วิธีล้างสะเก็ดหลังปลูกผมครบ 2 สัปดาห์ไปแล้วก็คือหมักแชมพูสระผม หรือน้ำมันมะกอกก็ได้ประมาณ 5-10 นาที ขั้นตอนนี้จะช่วยให้สะเก็ดนิ่มและหลุดง่ายขึ้น จากนั้นใช้ปลายนิ้วค่อยๆ เขี่ยเบาๆ สะเก็ดก็จะหลุดมา บางครั้งผมที่ปลูกอาจจะหลุดออกมาด้วย แต่ถ้าหลุดในช่วงพ้น 2 สัปดาห์ไปแล้ว ถือว่าปลอดภัย เดี๋ยวผมก็ขึ้นใหม่ค่ะ หรือจะหมักน้ำมันไว้ก่อนนอนแล้วค่อยมาสระผมออกตอนเช้าก็ช่วยให้สะเก็ดหลุดง่ายขึ้นเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ก็ลองติดต่อคุณหมอหรือคลินิกที่ปลูกผมให้คนไข้เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ศัลยกรรมปลูกผมในตุรกี

โดย : วันที่ : 2 ตุลาคม 2018 ข้อคิดเห็น : (0)

ถือว่าเป็นบทความที่น่าสนใจเลยทีเดียว (https://qz.com/954680/in-turkeys-cutthroat-hair-transplant-tourism-industry-the-biggest-losers-are-the-patients-and-syrian-refugees/) กับอุตสาหกรรมปลูกผมในตุรกี ถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็คือการแข่งขันสูงมากจนทุกคลินิกพยายามลดต้นทุนด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าวมาปลูกผม แล้วลดราคาแข่งกัน โดยหมอแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากให้คำปรึกษา ที่เหลือให้ลูกจ้างทำหมด ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์ คุณภาพ ความสะอาด การติดเชื้อ ฯลฯ แม้กฎหมายของตุรกีจะกำหนดให้แพทย์เป็นผู้ดำเนินการผ่าตัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรเพราะคลินิกต่างๆ เลือกที่จะ “ติดสินบน” เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดี HAIRSMITH CLINIC แสดงจุดยืนตรงข้ามกับสิ่งเหล่านี้มาตลอด โดยหวังอย่างยิ่งว่าปัญหานี้จะไม่เกิดกับวงการปลูกผมในไทย เพราะเราเห็นด้วยกับบทความนี้ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว “ผู้แพ้จากปัญหาดังกล่าวก็คือตัวคนไข้นั่นเอง”

อ่านเพิ่มเติม

วิธีประเมินจำนวนกราฟท์

โดย : วันที่ : 26 กรกฎาคม 2018 ข้อคิดเห็น : (0)

หนึ่งในคำถามที่เจอบ่อยจากคนไข้ก็คือทำไมแต่ละคลินิกถึงประเมินจำนวนกราฟท์ได้ไม่เท่ากัน แล้วเราควรจะเชื่อใครดี หมอมีคำแนะนำให้ค่ะ ต้องบอกไว้ก่อนนะคะว่าการประเมินจำนวนกราฟท์นั้นควรประเมินแต่พอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เพราะถ้ามากเกินความจำเป็นก็ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับคนไข้ บางครั้งหน้างานจริงก็ไม่สามารถปลูกได้เยอะเท่าที่ประเมินมาแบบเกินพอดี เพราะความหนาแน่นที่ใช้กันทั่วไปสำหรับการปลูกผมมันก็มีมาตรฐานของมันอยู่ แบบนี้คลินิกได้เงินเพิ่มขึ้น แต่คนไข้เสียเงิน เสียรากผมโดยใช่เหตุ หรือการประเมินที่น้อยเกินจริง คนไข้อาจตัดสินใจง่ายเพราะเห็นว่าราคาไม่แพง แต่ผลลัพธ์กลับไม่น่าพึงพอใจเพราะความหนาแน่นมันไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ สุดท้ายคนไข้ก็ต้องเข้ารับการปลูกผมใหม่อยู่ดี จริงๆ แล้วถ้ามีเวลา หมอแนะนำให้เข้ามาประเมินที่คลินิกมากกว่า เพราะการประเมินจำนวนกราฟท์จากรูปภาพซึ่งคนไข้นิยมส่งทางอีเมลหรือไลน์ถือว่าเป็นการประเมินที่หยาบและมีโอกาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ง่ายมาก เนื่องจากมุมในการถ่ายที่แตกต่างกัน ก็ทำให้การประเมินผิดเพี้ยนได้แล้ว ดังนั้นวิธีในการประเมินจำนวนกราฟท์ที่เหมาะสมคือการวัดหาพื้นที่ปลูกว่ามีขนาดเท่าไหร่แน่ แล้วคำนวณด้วยความหนาแน่นที่จะปลูก เช่น พื้นที่ปลูก 50 ตารางเซนติเมตร ใช้ความหนาแน่นในการปลูกที่ 40 กราฟท์/ตารางเซนติเมตร ดังนั้น จำนวนกราฟท์ที่ต้องใช้ทั้งหมดคือ 50 x 40 = 2,000 กราฟท์ เป็นต้น จากประสบการณ์ส่วนตัว เคยเจอจำนวนกราฟท์ที่ประเมินแตกต่างกันถึง 500 – 1,500 กราฟท์เลยก็มี ถ้าคิดเป็นจำนวนเงินนี่ไม่น้อยเลยนะคะ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของคนไข้เอง คนไข้ควรขอให้ผู้ให้บริการอธิบายโดยละเอียดว่าจำนวนกราฟท์ที่ประเมินนั้นมาได้ยังไง จากการวัดพื้นที่หรือแค่ประเมินจากรูปภาพ ผู้ให้บริการที่ดีจะสามารถอธิบายหลักในการประเมินจำนวนกราฟท์ได้อย่างละเอียดและให้ข้อมูลได้ครบถ้วนค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ปลูกผมแล้วยังต้องทานยาอยู่มั้ย

โดย : วันที่ : 11 กรกฎาคม 2018 ข้อคิดเห็น : (0)

คำถามนี้เจอบ่อยมากทั้งทางโทรศัพท์และที่เข้ามาพบหมอที่คลินิกนะคะ เพื่อให้เข้าใจง่าย หมอขอแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นดังนี้ค่ะ 1.) ผมที่ปลูก – ผมพวกนี้ย้ายมาจากบริเวณท้ายทอยซึ่งเป็นผมที่ไม่ร่วงอยู่แล้ว เนื่องจากไม่มี Receptor ของฮอร์โมน DHT คุณสมบัตินี้จะติดตัวมาด้วยเมื่อเรานำมาปลูก ดังนั้นต่อให้ไม่ทานยา ผมที่ปลูกก็จะขึ้นและอยู่กับเราไปตลอดเหมือนเพื่อนๆ ที่อยู่บริเวณท้ายทอยค่ะ 2.) ผมเดิม (ผมเก่าในบริเวณอื่น) – ปัญหาจะอยู่ตรงนี้แหละ เพราะถ้าคนไข้มีกรรมพันธุ์ผมบาง ศีรษะล้าน มันก็มีแนวโน้มที่ผมพวกนี้จะหลุดร่วงไปตามกรรมพันธุ์ การทานยาก็จะมีบทบาทตรงนี้เพื่อไม่ให้ผมมันร่วงไปจนเหลือแต่ผมปลูกค่ะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าควรทาน … หน้าที่นี้ปล่อยให้หมอจัดการค่ะ ต้องบอกก่อนว่ายาไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน บางคนก็ควรทาน บางคนก็ไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ต้องพิจารณาว่าคนไข้นั้นๆ ยังมีแนวโน้มที่จะเจอปัญหาผมบางต่อไปหรือไม่ ซึ่งหมอก็ต้องดูทั้งอายุ ระดับความบางของผม ประวัติกรรมพันธุ์ในครอบครัว ฯลฯ ไม่ทานยาได้มั้ย … ไม่ทานก็ได้ค่ะ ไม่ได้บังคับ แต่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกันว่าหาคนไข้มีแนวโน้มที่จะเจอปัญหาผมบางไปเรื่อยๆ ผมธรรมชาติก็อาจจะร่วงไปจนเหลือแต่ผมที่ปลูก ในอนาคตก็อาจต้องกลับมาปลูกใหม่ในบริเวณที่ผมธรรมชาติหายไปนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมวกเลเซอร์ปลูกผม

โดย : วันที่ : 1 June 2018 ข้อคิดเห็น : (0)

รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้หมวกเลเซอร์ Q: หมวกเลเซอร์ช่วยอะไรบ้าง A: ช่วยให้แผลจากการปลูกผมหายเร็วขึ้น ลดรอยแดง และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเพื่อให้รากผมได้สารอาหารมากขึ้น ผมที่เส้นเล็กก็จะหนาขึ้น Q: ต้องใช้บ่อยแค่ไหน A: จากงานวิจัยที่เราทำกับร่วมกับ รพ. รามาธิบดี ควรใช้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที ติดต่อกัน 6 เดือนขึ้นไป จะเห็นผลลัพธ์ว่าผมดูหนาขึ้นอย่างสังเกตได้ Q: ถ้าไม่ใช้หมวกเลเซอร์ ผมที่ปลูกจะขึ้นมั้ย A: ถึงไม่สวมหมวก หรือไม่ทานยา ผมที่ปลูกก็ควรขึ้นและไม่หลุดร่วงค่ะ เพียงแต่การสวมหมวกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดรอยแดงและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น Q: ถ้าหัวล้านแบบไม่มีผมแล้ว หมวกเลเซอร์ช่วยได้มั้ย A: ถ้าไม่มีรากผมแล้ว หมวกเลเซอร์ไม่ช่วยค่ะ ต้องปลูกผม Q: เลเซอร์กับแอลอีดี (LED) ประสิทธิภาพเหมือนกันมั้ย A: จากกงานวิจัยของเรา แอลอีดี (LED) ไม่มีผลช่วยเรื่องผมบางนะคะ เพราะพลังงานไม่พอ จำนวนของเลเซอร์ก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าน้อยเกินไป พลังงานก็ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมทั้งศีรษะ สำหรับคนไข้ของเรานั้น สามารถใช้หมวกเลเซอร์ได้ตลอดไม่จำกัดจำนวนครั้งและระยะเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

FREE CONSULTATION WITH OUR ABHRS-CERTIFIED SURGEON

Grow confidence with us!